| สัญญามาตรฐาน |
บอกแล้วว่า ไร้สาระ
ไม่เจอสาระหรอก
มีแต่ที่กอปมาทั้งนั้น
เจออะไรน่าสนใจก็กอปมาไว้ดูเล่น
มีแต่ที่กอปมาทั้งนั้น
เจออะไรน่าสนใจก็กอปมาไว้ดูเล่น
วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สัญญามาตรฐาน
สิ่งที่คุณควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม
สิ่งที่คุณควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม
เมื่อคุณตัดสินใจจะซื้อคอนโดมิเนียม
สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ทำเล, งบประมาณ และขนาดพื้นที่ของห้องที่คุณต้องการซื้อ
หลายท่านอาจจะเลือกคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน บางท่านเลือกใกล้สถานศึกษา
ตลอดไปจนถึงห้างสรรพสินค้า หรือ โรงพยาบาล สำหรับงบประมาณนั้นโดยปกติแล้วก็ขึ้นอยู่กับราคาของทำเล
ที่ดิน การก่อสร้าง และสิ่งอำนวยความสะดวก ข้อพิจารณาเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อคอนโด
อย่างไรก็ตามการตรวจสอบรายละเอียดของตัวอาคาร และเรื่องเอกสารต่างๆ
ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรที่จะละเลย นอกเหนือไปจากทำเล และ งบประมาณ
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง
สิ่งที่คุณควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม
http://www.homedd.com/HomeddWeb/homedd/A_condo/frontweb/tips_condo1.jsp
สิ่งที่คุณควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม
http://www.homedd.com/HomeddWeb/homedd/A_condo/frontweb/tips_condo1.jsp
ประสบการณ์ซื้อคอนโดมือสอง ตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ
เป็นประสบการณ์การซื้อคอนโดครั้งแรก นำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประโยชน์ค่ะ
เริ่มกันเลยนะคะ
ช่วงที่ 1 : หาข้อมูลและเป้าหมาย (ผู้เกี่ยวข้อง>ตัวเราเอง)
อยากจะได้คอนโดซักห้องสำหรับอยู่เอง เราเริ่มจากหาทางอินเตอร์เน็ตนี่แหละค่ะ
โดยเริ่มจากไปตามเว็บที่ประกาศขาย เช่น
www.prakard.com
www.bestbuycondo.com
www.thaiproperty.in.th
www.ddproperty.com
เป็นต้น
ถ้าเจอที่ถูกใจแล้ว แนะนำให้โทรไปตามเบอร์ที่โพสไว้เลยค่ะ เพื่อความรวดเร็ว
เพราะบางทำเลเป็นที่ต้องการมาก ผู้ขายอาจโพสไว้ได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็มีคนจองแล้ว
ถ้าเราโทรไปถามแล้วยังไม่ขาย ก็สอบถามข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องการและขอเข้าชมห้องจริง
ส่วนเรื่องราคา แนะนำว่าให้สืบมาก่อนด้วยนะคะ ว่าค่าประเมินโดยคร่าวๆจะได้เท่าไหร่
และคนส่วนใหญ่เขาขายที่ราคาเท่าไหร่ อาจจะบวกลบตามทำเลของแต่ละห้อง
ส่วนมากที่โพสขายไว้ทางอินเตอร์เน็ตมักะเป็นการขายผ่านนายหน้า ราคาเขาก็จะบวกมาอีกนิดหน่อย
ก็ต้องทำใจค่ะ T-T (คิดแง่ดีไว้ว่าจะมีคนช่วยอำนวยความสะดวกให้เรา ^ ^" )
เสริมอีกนิด นอกจากดูห้องแล้วต้องดูสภาพรอบๆด้วยนะคะ ทั้งภายในตึกในส่วนอื่นๆ
นิติบุคคล ส่วนกลาง สภาวะแวดล้อมโดยรวมในแต่ละเวลา เช้า กลางวัน เย็น ค่ำ
ก็เราจะซื้อไว้อยู่นี่คะก็ต้องสำรวจกันนิด อิอิ แต่ถ้าซื้อไว้ขายอาจไม่ต้องละเอียดเท่านี้ค่ะ
ในระหว่างที่เราหาเป้าหมายอยู่นี่ อย่าลืมหาข้อมูลการกู้ของแต่ละธนาคารไปด้วยนะคะ
เช่น ธนาคาร A ปล่อยเงินให้สูง แต่ดอกเบี้ยก็สูง , ธนาคาร B ปล่อยเงินให้ 70% แต่ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
หรือ อาจจะลองไปถามธนาคารแล้วทำการ pre-approve ก่อน ว่าเราสามารถกู้ได้เท่าไหร่ค่ะ
โดยส่วนตัวเราไม่ได้ทำ pre-approve อ่ะค่ะ แต่เนื่องจากมีสวัสดิการของบริษัทที่ดิวกับทางธนาคารไว้
จึงทราบอยู่แล้วค่ะว่ากู้ได้เต็มแน่ๆ ^0^
ช่วงที่ 2 : ทำสัญญาจะซื้อจะขาย (ผู้เกี่ยวข้อง>มีผู้จะซื้อ(เรา)และผู้จะขาย อาจมีนายหน้ามาคอยอำนวยความสะดวก)
เมื่อเราเจอเป้าหมายที่ถูกใจแล้ว ก็ให้นัดทำ "สัญญาจะซื้อจะขาย" ซึ่งในสัญญาจะระบุ
1) ชื่อ-ที่อยู่ของผู้จะขาย และผู้จะซื้อ
2) รายละเอียดของห้องที่จะซื้อจะขาย (ตรงนี้ให้ตรวจดูเลขที่โฉนดกับพื้นที่ห้องให้ตรงตามด้วยนะคะ)
3) ราคาขายตามที่ตกลงไว้ สมมติว่าราคาที่ตกลงกันเป็น 2 ล้านบาท
4) ระบุเงินมัดจำ ที่เราจะต้องจ่ายวันทำสัญญาฉบับนี้ สมมติเป็น มัดจำ 20,000 บาท
5) ส่วนเงินที่เหลือที่เราจะต้องชำระในวันโอน 2,000,000 - 20,000 = 1,980,000 บาท
7) จะมีการระบุว่าจะต้องทำการโอนภายในวันที่เท่าไหร่ ซึ่งปกติจะกำหนดเป็นอีก 1 เดือนถัดจากที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับนี้ค่ะ
ถ้ากลัวดำเนินการเรื่องยื่นกู้ไม่ทันอาจผ่อนผันได้ แต่เพื่อความสบายใจแนะนำว่าตกลงระยะเวลากันดีๆและเขียนไปในสัญญาเลยค่ะ
เอกสารที่ต้องใช้ในการทำสัญญานี้มี
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะขาย
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะซื้อ
หลังจากทำสัญญาแล้วเอกสารที่เราควรจะได้คือ
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะขาย
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะซื้อ
- สำเนาโฉนดห้อง
- สัญญาจะซื้อจะขาย (เราและคนขายจะมีคนละ 1 ชุด)
ช่วงที่ 3 : ยื่นเรื่องกู้กับทางธนาคาร (ผู้เกี่ยวข้อง>เรากับธนาคาร)
จากช่วงที่ 1 ที่เราได้หาข้อมูลมาแล้ว ว่าเราเลือกจะยื่นกู้กับธนาคารไหน
ก็ตรงนำเอกสารไปยื่นขอกู้เลยค่ะ (เอกสารที่ต้องใช้ทั้งหมดเราต้องรู้และเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนช่วงที่ 1 แล้วค่ะ)
เอกสารพื้นฐานสำหรับยื่นกู้
- สำเนาบัตรประชาชนของเรา
- สำเนาทะเบียนบ้านของเรา
- สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้จะขาย
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะขาย
- สำเนาโฉนดห้อง
- หนังสือรับรองเงินเดือนที่ขอกับทางบริษัท
- slip เงินเดือน 3 เดือนย้อนหลัง
เมื่อเราทำการยื่นเรื่องกู้แล้ว ขั้นต่อไปจะมีบริษัทประเมินติดต่อเรามาเพื่อทำการประเมินราคาห้องที่เราจะซื้อค่ะ
ระยะเวลาตรงนี้ จากที่สอบถามมาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และรอผลการอนุมัติ อีกเกือบเดือน
แต่เรายื่นกับธนาคาร ธอส. ค่ะ มี สินเชื่อ Fast Track จึงค่อยข้างเร็ว อนุมัติภายใน 1 สัปดาห์
เมื่อธนาคารแจ้งผลอนุมัติเงินกู้แล้วให้เราโทรไปแจ้งกับผู้จะขายด้วยค่ะ
เพื่อที่ว่าผู้จะขายจะได้ดำเนินการปลดหนี้กับทางธนาคารเก่า (กรณีห้องยังถูกจำนองกับธนาคารอยู่)
หมายเหตุ
สมมติว่าธนาคารปล่อยเงินกู้ 90% ความหมายคือ 90% ของราคาขายหรือราคาประเมิน(ราคาไหนต่ำกว่าจะอิงจากราคานั้น)
ถ้าต้องการให้ได้โอกาสกู้เงินได้สูง ตอนที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายอาจจะเขียนเกินราคาจริง
เช่น ขายจริง 2 ล้าน เราก็มีสิทธิ์จะได้เงินกู้ 90% ของ 2 ล้าน (1,800,000)
ถ้าขายจริง 2 ล้าน อาจจะเขียนว่า ขาย 2.2 ล้าน เราก็มีสิทธิ์จะได้เงินกู้ 90% ของ 2.2 ล้าน (1,980,000)
ทำให้เราต้องหาเงินก้อนน้อยลงอีกตั้ง 180,000 บาท
(แต่ถ้าให้ดีควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนคิดจะซื้อค่ะ ควรมีเงินก้อนอย่างน้อย 30% ของราคาขาย)
แต่ถ้าราคาประเมินต่ำกว่าราคา 2 ล้าน ก็มีค่าเท่าเดิมค่ะ เพราะต้องอิงราคาประเมิน
หมายเหตุสอง
บางทีทางธนาคารอาจจะเสนอให้ทำประกันวงเงินกู้ค่ะ ตรงนี้แล้วแต่เราจะพิจารณาค่ะ
ส่วนเราเลือกทำเพื่อลดความเสี่ยงค่ะ กู้ 30 ปี ทำประกันไว้ 10 ปี (และเลือกทำ 80% ของวงเงินค่ะ)
เหตุผล คือ เราตั้งใจว่าอีกซัก 5-6 ปี อาจจะขายคอนโดนี้เพื่อซื้อบ้านต่อไปค่ะ จึงประกันไว้แค่ 10 ปี
เคยได้ยินบางคนแนะนำว่า ให้ประกันระยะสั้นแล้วต่อประกันเอาถูกกว่า ตรงนี้เราขอค้านค่ะ
ลองศึกษาดีๆจะเข้าใจค่ะว่าเป็นยังไง ส่วนรายละเอียดอธิบายยาวนิดนึง ยังไงขอข้ามไปก่อนนะคะ
ช่วงที่ 4 : ทำสัญญากู้ (ผู้เกี่ยวข้อง>เรากับธนาคาร)
ไปเซ็นต์สัญญากู้ค่ะ ในกรณีเงินกู้เกิน 500,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียม 0.01% ของวงเงินกู้นะคะ
แล้วก่อนที่จะไปเซ็นต์กู้ที่ธนาคารให้โทรไปนัดวันโอนกับทางคนขายว่าจะโอนกันวันไหน ณ กรมที่ดินเขตไหนค่ะ
เนื่องจากจะมีเขียนในสัญญากู้ค่ะ วันทำสัญญานี้ไม่มีอะไรค่ะ ชิวๆ
เป็นหนี้ซะแล้วเรา ^^ แต่เราจะเริ่มจ่ายงวดแรกให้ธนาคาร นับจากวันโอนไป 30 วันค่ะ
ช่วงที่ 5 (ช่วงสุดท้ายแล้วค่ะ) : การโอน ณ กรมที่ดิน
(ผู้เกี่ยวข้อง>เรา, เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เรายื่นกู้, ผู้ขาย, เจ้าหน้าที่ธนาคารฝั่งคนขาย)
พอถึงวันนัดโอน เราก็ไปที่กรมที่ดินเขตที่นัดกันไว้ ไปถึงก็มองหาเจ้าหน้าที่ธนาคารของเราก่อนเลย
พอเจอแล้ว เขาก็จะเอาเอกสารการมาให้เราเซ็นต์ ส่วนฝั่งผู้ขายก็เช่นกันค่ะเจ้าหน้าที่ธนาคารฝั่งผู้ขายก็จะมีเอกสารให้เซ็นต์
หลังจากนั้นก็รอคิวค่ะ
เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะเรียกไปเซ็นต์เอกสารและผู้ขายต้องเสียภาษีรายได้ก่อนค่ะ
จากนั้นก็ทำตามเจ้าหน้าที่แนะนำ (ขอโทษจริงๆค่ะ ตรงนี้จำรายละเอียดไม่ได้ (ตายตอนจบซะงั้นเรา) )
ตอนนี้เช็คเงินกู้เราจะอยู่ที่เจ้าหน้าที่ธนาคารเรานะคะ เราจะไม่ได้ถือเช็คเลยค่ะ
.......
อ้อเล่าข้ามไปนิดนึงตอนที่เซ็นต์สัญญากู้เงินกับธนาคารค่ะ เจ้าหน้าที่ธนาคารจะถามเราว่าจะแยกเช็คมั๊ย
คือ สมมติเรากู้ได้ 1.8 ล้านนะคะ (ราคาขาย 2 ล้าน)
ณ ปัจจุบัน คนขายติดจำนองอยู่ 1 ล้านกับธนาคารที่ผู้ขายไปจำนองไว้ (ตรงนี้ต้องถามทางผู้ขายค่ะ)
เราอาจจะแยกเช็คดังนี้ค่ะ
ใบที่1 เช็ค 1 ล้านบาท ลงชื่อผู้รับเป็นธนาคารฝั่งผู้ขาย
ใบที่ 2 เช็ค 8 แสนบาท ลงชื่อเรา (เวลาจ่ายเซ็นต์กำกับหลังเอาค่ะ)
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ฝั่งผู้ขายค่ะ เราไม่เกี่ยว
อ้อ อีก 180,000 ส่วนต่างนั้น อาจจะถือเงินสดไปจ่ายเพิ่ม แต่เราแนะนำให้ไปซื้อเช็คเงินสดอีก 1 ใบ ค่ะ (20,000 จ่ายเป็นค่ามัดจำไปแล้ว)
ครบ 2 ล้านแล้วนะคะ
.......
ต่อค่ะ เจ้าหน้าที่ธนาคารฝั่งผู้ขายจะนำโฉนดฉบับจริงมาให้แล้วก็เอาให้เจ้าหน้าที่เพื่อไปพิมพ์เปลี่ยนเป็นชื่อเราค่ะ
เมื่อเราเซ็นต์เอกสารการโอนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเป็นคนจ่ายเช็คให้ธนาคารฝั่งผู้ขายเองค่ะ
ส่วนเช็คใบที่ 2 ก็จะเอามาให้เราแล้วเราเซ้นต์กำกับหลังแล้วมอบให้ผู้ขายพร้อมเช็คเงินสดอีกใบที่เราเตรียมมาค่ะ
ขั้นตอนวันนี้เราต้องจ่ายค่าจ้างให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเราด้วยค่ะ เราจ่าย 700 บาทค่ะ
สรุปนะคะ
เมื่อโอนเสร็จเรียบร้อย เอกสารที่เราจะได้มี
- สัญญาซื้อขาย (ธนาคารเราจะขอสำเนาไว้ 1 ชุด)
- สำเนาโฉนดห้อง (ธนาคารจะเก็บตัวจริงไป)
- กุญแจห้อง การ์ด etc. ของห้องเราอ่ะค่ะ (ผู้ขายมอบให้เรา)
จบค่ะ
เหนื่อยจังเลยค่ะ อาจมีตกหล่นไปบ้างขออภัยด้วยนะคะ
หรือถ้าท่านใดจะเสริมตรงประสบการณ์ช่วงไหนก็แนะนำเลยค่ะ
เพื่อเป็นความรู้ให้กับคนที่จะซื้อคอนโดหรือบ้านมือสองค่ะ
^0^
ขอเสริมหน่อยครับ การดูคอนโดมือสองนอกจากดูตาม จขกท แล้ว
สิ่งที่ต้องครวดูแต่คนโดยมากไม่คิดถึง
1.งบดุลและงบกำไรขาดทุนของคอนโดซึ่งจะติดไว้ในบอร์ดดูเน้นๆว่ามีเงินเหลือ ส่วนกลางอยู่เท่าไร ค่าส่วนกลางและเดือนพอจ่ายไหม บางคอนโดคนซื้อพร้อมเป็นหนี้ส่วนกลางที่ติดลบอยู่ก็มี ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการบริหารของนิติครับ
2.เปรียบเทียบราคาขายตอนเปิดโครงการจะนานแค่ไหนก็แล้วแต่กับราคาปัจจุบัน ถ้าคอนโดไหนราคายิ่งอยู่ยิ่งลงอย่าไปซื้อนั่นหมายความว่าคุณจะขาดทุนในอนาคต ถ้าขายออกถ้ายิ่งอยู่ยิ่งขึ้นอันนี้ค่อยเอามาพิจารณาครับ
http://topicstock.pantip.com/home/topicstock/2009/11/R8575985/R8575985.html
เริ่มกันเลยนะคะ
ช่วงที่ 1 : หาข้อมูลและเป้าหมาย (ผู้เกี่ยวข้อง>ตัวเราเอง)
อยากจะได้คอนโดซักห้องสำหรับอยู่เอง เราเริ่มจากหาทางอินเตอร์เน็ตนี่แหละค่ะ
โดยเริ่มจากไปตามเว็บที่ประกาศขาย เช่น
www.prakard.com
www.bestbuycondo.com
www.thaiproperty.in.th
www.ddproperty.com
เป็นต้น
ถ้าเจอที่ถูกใจแล้ว แนะนำให้โทรไปตามเบอร์ที่โพสไว้เลยค่ะ เพื่อความรวดเร็ว
เพราะบางทำเลเป็นที่ต้องการมาก ผู้ขายอาจโพสไว้ได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็มีคนจองแล้ว
ถ้าเราโทรไปถามแล้วยังไม่ขาย ก็สอบถามข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องการและขอเข้าชมห้องจริง
ส่วนเรื่องราคา แนะนำว่าให้สืบมาก่อนด้วยนะคะ ว่าค่าประเมินโดยคร่าวๆจะได้เท่าไหร่
และคนส่วนใหญ่เขาขายที่ราคาเท่าไหร่ อาจจะบวกลบตามทำเลของแต่ละห้อง
ส่วนมากที่โพสขายไว้ทางอินเตอร์เน็ตมักะเป็นการขายผ่านนายหน้า ราคาเขาก็จะบวกมาอีกนิดหน่อย
ก็ต้องทำใจค่ะ T-T (คิดแง่ดีไว้ว่าจะมีคนช่วยอำนวยความสะดวกให้เรา ^ ^" )
เสริมอีกนิด นอกจากดูห้องแล้วต้องดูสภาพรอบๆด้วยนะคะ ทั้งภายในตึกในส่วนอื่นๆ
นิติบุคคล ส่วนกลาง สภาวะแวดล้อมโดยรวมในแต่ละเวลา เช้า กลางวัน เย็น ค่ำ
ก็เราจะซื้อไว้อยู่นี่คะก็ต้องสำรวจกันนิด อิอิ แต่ถ้าซื้อไว้ขายอาจไม่ต้องละเอียดเท่านี้ค่ะ
ในระหว่างที่เราหาเป้าหมายอยู่นี่ อย่าลืมหาข้อมูลการกู้ของแต่ละธนาคารไปด้วยนะคะ
เช่น ธนาคาร A ปล่อยเงินให้สูง แต่ดอกเบี้ยก็สูง , ธนาคาร B ปล่อยเงินให้ 70% แต่ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
หรือ อาจจะลองไปถามธนาคารแล้วทำการ pre-approve ก่อน ว่าเราสามารถกู้ได้เท่าไหร่ค่ะ
โดยส่วนตัวเราไม่ได้ทำ pre-approve อ่ะค่ะ แต่เนื่องจากมีสวัสดิการของบริษัทที่ดิวกับทางธนาคารไว้
จึงทราบอยู่แล้วค่ะว่ากู้ได้เต็มแน่ๆ ^0^
ช่วงที่ 2 : ทำสัญญาจะซื้อจะขาย (ผู้เกี่ยวข้อง>มีผู้จะซื้อ(เรา)และผู้จะขาย อาจมีนายหน้ามาคอยอำนวยความสะดวก)
เมื่อเราเจอเป้าหมายที่ถูกใจแล้ว ก็ให้นัดทำ "สัญญาจะซื้อจะขาย" ซึ่งในสัญญาจะระบุ
1) ชื่อ-ที่อยู่ของผู้จะขาย และผู้จะซื้อ
2) รายละเอียดของห้องที่จะซื้อจะขาย (ตรงนี้ให้ตรวจดูเลขที่โฉนดกับพื้นที่ห้องให้ตรงตามด้วยนะคะ)
3) ราคาขายตามที่ตกลงไว้ สมมติว่าราคาที่ตกลงกันเป็น 2 ล้านบาท
4) ระบุเงินมัดจำ ที่เราจะต้องจ่ายวันทำสัญญาฉบับนี้ สมมติเป็น มัดจำ 20,000 บาท
5) ส่วนเงินที่เหลือที่เราจะต้องชำระในวันโอน 2,000,000 - 20,000 = 1,980,000 บาท
7) จะมีการระบุว่าจะต้องทำการโอนภายในวันที่เท่าไหร่ ซึ่งปกติจะกำหนดเป็นอีก 1 เดือนถัดจากที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับนี้ค่ะ
ถ้ากลัวดำเนินการเรื่องยื่นกู้ไม่ทันอาจผ่อนผันได้ แต่เพื่อความสบายใจแนะนำว่าตกลงระยะเวลากันดีๆและเขียนไปในสัญญาเลยค่ะ
เอกสารที่ต้องใช้ในการทำสัญญานี้มี
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะขาย
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะซื้อ
หลังจากทำสัญญาแล้วเอกสารที่เราควรจะได้คือ
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะขาย
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะซื้อ
- สำเนาโฉนดห้อง
- สัญญาจะซื้อจะขาย (เราและคนขายจะมีคนละ 1 ชุด)
ช่วงที่ 3 : ยื่นเรื่องกู้กับทางธนาคาร (ผู้เกี่ยวข้อง>เรากับธนาคาร)
จากช่วงที่ 1 ที่เราได้หาข้อมูลมาแล้ว ว่าเราเลือกจะยื่นกู้กับธนาคารไหน
ก็ตรงนำเอกสารไปยื่นขอกู้เลยค่ะ (เอกสารที่ต้องใช้ทั้งหมดเราต้องรู้และเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนช่วงที่ 1 แล้วค่ะ)
เอกสารพื้นฐานสำหรับยื่นกู้
- สำเนาบัตรประชาชนของเรา
- สำเนาทะเบียนบ้านของเรา
- สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้จะขาย
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้จะขาย
- สำเนาโฉนดห้อง
- หนังสือรับรองเงินเดือนที่ขอกับทางบริษัท
- slip เงินเดือน 3 เดือนย้อนหลัง
เมื่อเราทำการยื่นเรื่องกู้แล้ว ขั้นต่อไปจะมีบริษัทประเมินติดต่อเรามาเพื่อทำการประเมินราคาห้องที่เราจะซื้อค่ะ
ระยะเวลาตรงนี้ จากที่สอบถามมาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และรอผลการอนุมัติ อีกเกือบเดือน
แต่เรายื่นกับธนาคาร ธอส. ค่ะ มี สินเชื่อ Fast Track จึงค่อยข้างเร็ว อนุมัติภายใน 1 สัปดาห์
เมื่อธนาคารแจ้งผลอนุมัติเงินกู้แล้วให้เราโทรไปแจ้งกับผู้จะขายด้วยค่ะ
เพื่อที่ว่าผู้จะขายจะได้ดำเนินการปลดหนี้กับทางธนาคารเก่า (กรณีห้องยังถูกจำนองกับธนาคารอยู่)
หมายเหตุ
สมมติว่าธนาคารปล่อยเงินกู้ 90% ความหมายคือ 90% ของราคาขายหรือราคาประเมิน(ราคาไหนต่ำกว่าจะอิงจากราคานั้น)
ถ้าต้องการให้ได้โอกาสกู้เงินได้สูง ตอนที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายอาจจะเขียนเกินราคาจริง
เช่น ขายจริง 2 ล้าน เราก็มีสิทธิ์จะได้เงินกู้ 90% ของ 2 ล้าน (1,800,000)
ถ้าขายจริง 2 ล้าน อาจจะเขียนว่า ขาย 2.2 ล้าน เราก็มีสิทธิ์จะได้เงินกู้ 90% ของ 2.2 ล้าน (1,980,000)
ทำให้เราต้องหาเงินก้อนน้อยลงอีกตั้ง 180,000 บาท
(แต่ถ้าให้ดีควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนคิดจะซื้อค่ะ ควรมีเงินก้อนอย่างน้อย 30% ของราคาขาย)
แต่ถ้าราคาประเมินต่ำกว่าราคา 2 ล้าน ก็มีค่าเท่าเดิมค่ะ เพราะต้องอิงราคาประเมิน
หมายเหตุสอง
บางทีทางธนาคารอาจจะเสนอให้ทำประกันวงเงินกู้ค่ะ ตรงนี้แล้วแต่เราจะพิจารณาค่ะ
ส่วนเราเลือกทำเพื่อลดความเสี่ยงค่ะ กู้ 30 ปี ทำประกันไว้ 10 ปี (และเลือกทำ 80% ของวงเงินค่ะ)
เหตุผล คือ เราตั้งใจว่าอีกซัก 5-6 ปี อาจจะขายคอนโดนี้เพื่อซื้อบ้านต่อไปค่ะ จึงประกันไว้แค่ 10 ปี
เคยได้ยินบางคนแนะนำว่า ให้ประกันระยะสั้นแล้วต่อประกันเอาถูกกว่า ตรงนี้เราขอค้านค่ะ
ลองศึกษาดีๆจะเข้าใจค่ะว่าเป็นยังไง ส่วนรายละเอียดอธิบายยาวนิดนึง ยังไงขอข้ามไปก่อนนะคะ
ช่วงที่ 4 : ทำสัญญากู้ (ผู้เกี่ยวข้อง>เรากับธนาคาร)
ไปเซ็นต์สัญญากู้ค่ะ ในกรณีเงินกู้เกิน 500,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียม 0.01% ของวงเงินกู้นะคะ
แล้วก่อนที่จะไปเซ็นต์กู้ที่ธนาคารให้โทรไปนัดวันโอนกับทางคนขายว่าจะโอนกันวันไหน ณ กรมที่ดินเขตไหนค่ะ
เนื่องจากจะมีเขียนในสัญญากู้ค่ะ วันทำสัญญานี้ไม่มีอะไรค่ะ ชิวๆ
เป็นหนี้ซะแล้วเรา ^^ แต่เราจะเริ่มจ่ายงวดแรกให้ธนาคาร นับจากวันโอนไป 30 วันค่ะ
ช่วงที่ 5 (ช่วงสุดท้ายแล้วค่ะ) : การโอน ณ กรมที่ดิน
(ผู้เกี่ยวข้อง>เรา, เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เรายื่นกู้, ผู้ขาย, เจ้าหน้าที่ธนาคารฝั่งคนขาย)
พอถึงวันนัดโอน เราก็ไปที่กรมที่ดินเขตที่นัดกันไว้ ไปถึงก็มองหาเจ้าหน้าที่ธนาคารของเราก่อนเลย
พอเจอแล้ว เขาก็จะเอาเอกสารการมาให้เราเซ็นต์ ส่วนฝั่งผู้ขายก็เช่นกันค่ะเจ้าหน้าที่ธนาคารฝั่งผู้ขายก็จะมีเอกสารให้เซ็นต์
หลังจากนั้นก็รอคิวค่ะ
เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะเรียกไปเซ็นต์เอกสารและผู้ขายต้องเสียภาษีรายได้ก่อนค่ะ
จากนั้นก็ทำตามเจ้าหน้าที่แนะนำ (ขอโทษจริงๆค่ะ ตรงนี้จำรายละเอียดไม่ได้ (ตายตอนจบซะงั้นเรา) )
ตอนนี้เช็คเงินกู้เราจะอยู่ที่เจ้าหน้าที่ธนาคารเรานะคะ เราจะไม่ได้ถือเช็คเลยค่ะ
.......
อ้อเล่าข้ามไปนิดนึงตอนที่เซ็นต์สัญญากู้เงินกับธนาคารค่ะ เจ้าหน้าที่ธนาคารจะถามเราว่าจะแยกเช็คมั๊ย
คือ สมมติเรากู้ได้ 1.8 ล้านนะคะ (ราคาขาย 2 ล้าน)
ณ ปัจจุบัน คนขายติดจำนองอยู่ 1 ล้านกับธนาคารที่ผู้ขายไปจำนองไว้ (ตรงนี้ต้องถามทางผู้ขายค่ะ)
เราอาจจะแยกเช็คดังนี้ค่ะ
ใบที่1 เช็ค 1 ล้านบาท ลงชื่อผู้รับเป็นธนาคารฝั่งผู้ขาย
ใบที่ 2 เช็ค 8 แสนบาท ลงชื่อเรา (เวลาจ่ายเซ็นต์กำกับหลังเอาค่ะ)
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ฝั่งผู้ขายค่ะ เราไม่เกี่ยว
อ้อ อีก 180,000 ส่วนต่างนั้น อาจจะถือเงินสดไปจ่ายเพิ่ม แต่เราแนะนำให้ไปซื้อเช็คเงินสดอีก 1 ใบ ค่ะ (20,000 จ่ายเป็นค่ามัดจำไปแล้ว)
ครบ 2 ล้านแล้วนะคะ
.......
ต่อค่ะ เจ้าหน้าที่ธนาคารฝั่งผู้ขายจะนำโฉนดฉบับจริงมาให้แล้วก็เอาให้เจ้าหน้าที่เพื่อไปพิมพ์เปลี่ยนเป็นชื่อเราค่ะ
เมื่อเราเซ็นต์เอกสารการโอนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเป็นคนจ่ายเช็คให้ธนาคารฝั่งผู้ขายเองค่ะ
ส่วนเช็คใบที่ 2 ก็จะเอามาให้เราแล้วเราเซ้นต์กำกับหลังแล้วมอบให้ผู้ขายพร้อมเช็คเงินสดอีกใบที่เราเตรียมมาค่ะ
ขั้นตอนวันนี้เราต้องจ่ายค่าจ้างให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเราด้วยค่ะ เราจ่าย 700 บาทค่ะ
สรุปนะคะ
เมื่อโอนเสร็จเรียบร้อย เอกสารที่เราจะได้มี
- สัญญาซื้อขาย (ธนาคารเราจะขอสำเนาไว้ 1 ชุด)
- สำเนาโฉนดห้อง (ธนาคารจะเก็บตัวจริงไป)
- กุญแจห้อง การ์ด etc. ของห้องเราอ่ะค่ะ (ผู้ขายมอบให้เรา)
จบค่ะ
เหนื่อยจังเลยค่ะ อาจมีตกหล่นไปบ้างขออภัยด้วยนะคะ
หรือถ้าท่านใดจะเสริมตรงประสบการณ์ช่วงไหนก็แนะนำเลยค่ะ
เพื่อเป็นความรู้ให้กับคนที่จะซื้อคอนโดหรือบ้านมือสองค่ะ
^0^
ขอเสริมหน่อยครับ การดูคอนโดมือสองนอกจากดูตาม จขกท แล้ว
สิ่งที่ต้องครวดูแต่คนโดยมากไม่คิดถึง
1.งบดุลและงบกำไรขาดทุนของคอนโดซึ่งจะติดไว้ในบอร์ดดูเน้นๆว่ามีเงินเหลือ ส่วนกลางอยู่เท่าไร ค่าส่วนกลางและเดือนพอจ่ายไหม บางคอนโดคนซื้อพร้อมเป็นหนี้ส่วนกลางที่ติดลบอยู่ก็มี ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการบริหารของนิติครับ
2.เปรียบเทียบราคาขายตอนเปิดโครงการจะนานแค่ไหนก็แล้วแต่กับราคาปัจจุบัน ถ้าคอนโดไหนราคายิ่งอยู่ยิ่งลงอย่าไปซื้อนั่นหมายความว่าคุณจะขาดทุนในอนาคต ถ้าขายออกถ้ายิ่งอยู่ยิ่งขึ้นอันนี้ค่อยเอามาพิจารณาครับ
http://topicstock.pantip.com/home/topicstock/2009/11/R8575985/R8575985.html
ขั้นตอนและเอกสารการขายคอนโด
ขั้นตอนและเอกสารการขายคอนโด
มีขั้นตอนและการเตรียมเอกสารดังนี้ครับ
ขั้นตอนที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
เมื่อ ตกลงใจซื้อขายกันปุ๊บ ผู้ขายกับผู้ซื้อก็จะทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน ข้อความก็จะเขียนประมาณว่า ข้าพเจ้านายงี้ๆ บ้านเลขที่งี้ๆ เรียกว่าผู้จะซื้อ และนายงี้ๆ บ้านเลขที่งี้ๆ เรียกว่า ผู้จะขาย ผู้จะซื้อตกลงจะซื้อ และผู้จะขายตกลงจะขายคอนโดงี้ๆ ห้องเลขที่งี้ๆ ชั้นงี้ๆ เนื้อที่งี้ๆ พร้อมส่วนควบเฟอร์นิเจอร์อะไรก็ว่าไป โดยผู้จะซื้อจะโอนภายในวันที่งี้ๆ โดยวางเงินมัดจำไว้จำนวนงี้ๆ มีเงื่อนไขว่า 1.ถ้าผู้จะซื้อเบี้ยวไม่มาโอนในวันนั้น ให้ผู้จะขายยึดเงินมัดจำทั้งหมดได้ 2.กลับกันถ้าถึงวันนัด ผู้จะขายดันเบี้ยวไม่ยอมขายก็ต้องโดนผู้จะซื้อปรับเงินเป็นกี่เท่าของเงิน มัดจำ 3.ค่าใช้จ่ายในการโอนใครเป็นคนออก เสร็จแล้วก็เซ็นชื่อ จ่ายเงินมัดจำกันให้เรียบร้อย
- วันที่จะโอน ทั่วๆไปก็ 1 เดือนหลังจากวันทำสัญญา
- เงินมัดจำ ก็แล้วแต่ตกลง แสนสองแสนก็ได้
ขั้นตอนที่ 2 ระหว่างรอวันโอน
- ผู้ซื้อ ถ้าไม่ซื้อเงินสดจะเอาคอนโดเข้าแบ๊งค์ ก็ไปทำเรื่องกู้แบ็งค์โดยเอาสำเนาอช.2จากผู้ขาย นัดจนท.ธนาคารไปประเมินราคา ผู้ขายก็คอยเปิดห้องให้ธนาคารดู
- ผู้ขาย ถ้าห้องที่ขายยังติดจำนองผ่อนแบ๊งค์อยู่ ก็แจ้งธนาคารเก่าเพื่อขอทำเรื่องปิดบัญชีขายหลักประกัน ธนาคารก็จะสรุปยอดเงินที่ต้องจ่ายคืนมาให้ ผู้จะขายก็แจ้งจำนวนเงินค่าไถ่หลักประกันดังกล่าวแก่ผู้ซื้อ จะได้ทำเช็คตามจำนวนนี้ 1ใบ ส่วนเงินที่เป็นกำไรของคนขายก็ทำอีก 1 ใบ หรือจะจ่ายสดก็แล้วแต่
ผู้ขายจะต้องเคลียร์หนี้ต่างๆค่าน้ำค่าไฟค่า ส่วนกลางที่มีกับนิติบุคคลให้หมด เพื่อขอใบปลอดหนี้ที่มีลายเซ็นผู้จัดการนิติฯ สำคัญมากนะครับอย่าลืม ถ้าไม่มีใบนี้จะโอนไม่ได้เลย
ขั้นตอนที่ 3 วันโอน
ผู้ซื้อผู้ขาย นัดเจอกันที่สนง.ที่ดินที่คอนโดนั้นตั้งอยู่ ทำสัญญาซื้อขาย(คนละอันกับสัญญาจะซื้อจะขาย) ต่อหน้าจนท.ที่ดิน สัญญานี้ต้องใช้แบบฟอร์มเฉพาะของกรมที่ดิน รายละเอียดยุ่บยั่บ ไว้จะรู้ในวันนั้นเองเหอๆ
ค่าใช้จ่ายต่างๆในวันนั้นจะมีดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการโอน ปกติ 2%ของราคาประเมิน แต่ช่วงนี้รัฐบาลมีโปรโมชั่น เหลือ 0.01% ถูกโคตรๆ
- ค่าอากร 0.5% ของราคาซื้อขาย ถ้าอยากประหยัดตรงนี้ก็ไปเกี่ยเซี๊ยกะคนซื้อ ขอให้ทำสัญญาน้อยๆหน่อย แต่อย่าให้ต่ำกว่าราคาประเมิน เดี๋ยวจะน่าเกลียด
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อันนี้การคำนวนละเอียดหน่อย ขึ้นอยู่กะราคาประเมินและจำนวนปีที่ผู้ขายถือครองมา ภาระนี้ปกติจะเป็นของผู้ขาย
- ค่าจดจำนอง(ใหม่) 1% ตอนนี้ก็มีโปรโมชั่นเช่นกันเหลือ0.01% อันนี้เป็นภาระของผู้ซื้อ
- ค่าอื่นๆ นิดหน่อย เช่น ค่าเขียน ค่าพยาน ไม่กี่สิบบาท
* ในกรณีคอนโดซื้อมาไม่ถึง 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี จะต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมินด้วย (ถ้าเสียภาษีนี้แล้วไม่ต้องเสียค่าอากร 0.5%)
ค่าต่างๆเหล่านี้ ต้องระบุให้แน่ชัดตั้งแต่วันเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ว่าใครจะเป็นคนจ่าย อย่าคิดเอาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าภาษีซึ่งมากที่สุดในค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่งั้นจะทะเลาะกันแหลกที่สำนักงานที่ดิน อายชาวบ้านเขาแล้วจะรมณ์เสียเปล่าๆ
เมื่อทุกอย่างพร้อม คนพร้อม(4ฝ่าย คนซื้อ คนขาย แบ็งค์เดิม แบ็งค์ใหม่) เอกสารพร้อม พวกบัตรปชช ทะเบียนบ้าน (อย่าลืมใบปลอดหนี้) ที่ดินก็จะทำเรื่องโอนให้ ผู้ซื้อกะผู้ขายก็จ่ายเงินกัน ธนาคารใหม่กะธนาคารเก่า คนซื้อกะคนขาย ถ้าเงินเยอะก็ซื้อ cashier cheque มา อาจจะเตรียมเงินสดมาเผื่อด้วยนิดหน่อย
ขั้นตอนที่ 4 หลังวันโอน
- ผู้ขาย ไปทำเรื่องโอนมิเตอร์ไฟฟ้า โทรศัพท์ ให้คนซื้อ ถ้ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ทำเรื่องถอนชื่อออก (ย้ายปลายทางก็ได้)
ปล.ขั้น ตอนที่ 3,4 สามารถมอบอำนาจให้ไปทำได้นะครับ ทั้งฝั่งคนซื้อคนขาย ถ้ามีเอเจ่นต์เป็นคนกลางซื้อขาย ให้เอเจ่นต์ไปทำแทนก็ได้ จะได้ไม่เหนื่อย
จากคุณ : หมาร่าหมาหรอด (C.BUN)
มีขั้นตอนและการเตรียมเอกสารดังนี้ครับ
ขั้นตอนที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
เมื่อ ตกลงใจซื้อขายกันปุ๊บ ผู้ขายกับผู้ซื้อก็จะทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน ข้อความก็จะเขียนประมาณว่า ข้าพเจ้านายงี้ๆ บ้านเลขที่งี้ๆ เรียกว่าผู้จะซื้อ และนายงี้ๆ บ้านเลขที่งี้ๆ เรียกว่า ผู้จะขาย ผู้จะซื้อตกลงจะซื้อ และผู้จะขายตกลงจะขายคอนโดงี้ๆ ห้องเลขที่งี้ๆ ชั้นงี้ๆ เนื้อที่งี้ๆ พร้อมส่วนควบเฟอร์นิเจอร์อะไรก็ว่าไป โดยผู้จะซื้อจะโอนภายในวันที่งี้ๆ โดยวางเงินมัดจำไว้จำนวนงี้ๆ มีเงื่อนไขว่า 1.ถ้าผู้จะซื้อเบี้ยวไม่มาโอนในวันนั้น ให้ผู้จะขายยึดเงินมัดจำทั้งหมดได้ 2.กลับกันถ้าถึงวันนัด ผู้จะขายดันเบี้ยวไม่ยอมขายก็ต้องโดนผู้จะซื้อปรับเงินเป็นกี่เท่าของเงิน มัดจำ 3.ค่าใช้จ่ายในการโอนใครเป็นคนออก เสร็จแล้วก็เซ็นชื่อ จ่ายเงินมัดจำกันให้เรียบร้อย
- วันที่จะโอน ทั่วๆไปก็ 1 เดือนหลังจากวันทำสัญญา
- เงินมัดจำ ก็แล้วแต่ตกลง แสนสองแสนก็ได้
ขั้นตอนที่ 2 ระหว่างรอวันโอน
- ผู้ซื้อ ถ้าไม่ซื้อเงินสดจะเอาคอนโดเข้าแบ๊งค์ ก็ไปทำเรื่องกู้แบ็งค์โดยเอาสำเนาอช.2จากผู้ขาย นัดจนท.ธนาคารไปประเมินราคา ผู้ขายก็คอยเปิดห้องให้ธนาคารดู
- ผู้ขาย ถ้าห้องที่ขายยังติดจำนองผ่อนแบ๊งค์อยู่ ก็แจ้งธนาคารเก่าเพื่อขอทำเรื่องปิดบัญชีขายหลักประกัน ธนาคารก็จะสรุปยอดเงินที่ต้องจ่ายคืนมาให้ ผู้จะขายก็แจ้งจำนวนเงินค่าไถ่หลักประกันดังกล่าวแก่ผู้ซื้อ จะได้ทำเช็คตามจำนวนนี้ 1ใบ ส่วนเงินที่เป็นกำไรของคนขายก็ทำอีก 1 ใบ หรือจะจ่ายสดก็แล้วแต่
ผู้ขายจะต้องเคลียร์หนี้ต่างๆค่าน้ำค่าไฟค่า ส่วนกลางที่มีกับนิติบุคคลให้หมด เพื่อขอใบปลอดหนี้ที่มีลายเซ็นผู้จัดการนิติฯ สำคัญมากนะครับอย่าลืม ถ้าไม่มีใบนี้จะโอนไม่ได้เลย
ขั้นตอนที่ 3 วันโอน
ผู้ซื้อผู้ขาย นัดเจอกันที่สนง.ที่ดินที่คอนโดนั้นตั้งอยู่ ทำสัญญาซื้อขาย(คนละอันกับสัญญาจะซื้อจะขาย) ต่อหน้าจนท.ที่ดิน สัญญานี้ต้องใช้แบบฟอร์มเฉพาะของกรมที่ดิน รายละเอียดยุ่บยั่บ ไว้จะรู้ในวันนั้นเองเหอๆ
ค่าใช้จ่ายต่างๆในวันนั้นจะมีดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการโอน ปกติ 2%ของราคาประเมิน แต่ช่วงนี้รัฐบาลมีโปรโมชั่น เหลือ 0.01% ถูกโคตรๆ
- ค่าอากร 0.5% ของราคาซื้อขาย ถ้าอยากประหยัดตรงนี้ก็ไปเกี่ยเซี๊ยกะคนซื้อ ขอให้ทำสัญญาน้อยๆหน่อย แต่อย่าให้ต่ำกว่าราคาประเมิน เดี๋ยวจะน่าเกลียด
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อันนี้การคำนวนละเอียดหน่อย ขึ้นอยู่กะราคาประเมินและจำนวนปีที่ผู้ขายถือครองมา ภาระนี้ปกติจะเป็นของผู้ขาย
- ค่าจดจำนอง(ใหม่) 1% ตอนนี้ก็มีโปรโมชั่นเช่นกันเหลือ0.01% อันนี้เป็นภาระของผู้ซื้อ
- ค่าอื่นๆ นิดหน่อย เช่น ค่าเขียน ค่าพยาน ไม่กี่สิบบาท
* ในกรณีคอนโดซื้อมาไม่ถึง 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี จะต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมินด้วย (ถ้าเสียภาษีนี้แล้วไม่ต้องเสียค่าอากร 0.5%)
ค่าต่างๆเหล่านี้ ต้องระบุให้แน่ชัดตั้งแต่วันเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ว่าใครจะเป็นคนจ่าย อย่าคิดเอาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าภาษีซึ่งมากที่สุดในค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่งั้นจะทะเลาะกันแหลกที่สำนักงานที่ดิน อายชาวบ้านเขาแล้วจะรมณ์เสียเปล่าๆ
เมื่อทุกอย่างพร้อม คนพร้อม(4ฝ่าย คนซื้อ คนขาย แบ็งค์เดิม แบ็งค์ใหม่) เอกสารพร้อม พวกบัตรปชช ทะเบียนบ้าน (อย่าลืมใบปลอดหนี้) ที่ดินก็จะทำเรื่องโอนให้ ผู้ซื้อกะผู้ขายก็จ่ายเงินกัน ธนาคารใหม่กะธนาคารเก่า คนซื้อกะคนขาย ถ้าเงินเยอะก็ซื้อ cashier cheque มา อาจจะเตรียมเงินสดมาเผื่อด้วยนิดหน่อย
ขั้นตอนที่ 4 หลังวันโอน
- ผู้ขาย ไปทำเรื่องโอนมิเตอร์ไฟฟ้า โทรศัพท์ ให้คนซื้อ ถ้ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ทำเรื่องถอนชื่อออก (ย้ายปลายทางก็ได้)
ปล.ขั้น ตอนที่ 3,4 สามารถมอบอำนาจให้ไปทำได้นะครับ ทั้งฝั่งคนซื้อคนขาย ถ้ามีเอเจ่นต์เป็นคนกลางซื้อขาย ให้เอเจ่นต์ไปทำแทนก็ได้ จะได้ไม่เหนื่อย
จากคุณ : หมาร่าหมาหรอด (C.BUN)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)